DAIKIRAI Episode 4

►2009/05/10 02:56 


daikirai-Arrogent.jpg
DAIKIRAI
Episode 4 : Daikirai Arrogant

[Nishikido Ryo X Ueda Tatsuya]
by Rab & Jay


>>แรกเห็นก็คิดว่าเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบจริงๆ
ทั้งรูปลักษณ์ รสนิยม หน้าที่การงาน
และความสามารถ...น่ายกย่องจริงๆนั่นแหละ
ใช่...สมบูรณ์แบบมาก...
เจ้าคุณชายโอซาก้าที่จองหอง กวนประสาท
และเพรียบพร้อมจนน่าหมั่นไส้คนนั้นนนนนน!!!!
ผมควรจะเรียกว่าอะไรดีนะ?
...คุณชายจองหองที่น่าหมั่นไส้?


| Episode 4 : Daikirai Arrogant |


นิชิกิโดะ เรียว นั่งมองมือถือของตัวเองอยู่ในห้องพักสุดหรูบนคอนโดกลางกรุงโตเกียว หลังจากที่โทรไปหาเพื่อนร่วมงานซึ่งมีหน้าที่ต้องดูแลเขา จู่ๆเสียงดังก้องที่ทำให้เรียวจำต้องยกหูออกห่างก็ดังขึ้นระหว่างการสนทนา
เสียงเหมือนคลื่นแทรกแล้วสายก็ถูกตัดไปทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจกดต่อสายไปหาคู่สนทนาคนเดิมอีกครั้ง หากแต่ไม่ว่าจะพยายามต่อสัญญาณเพียงไรก็ไม่มีการตอบรับ
ทำตกจนเสียไปแล้วละมั้ง.....
เมื่อนึกถึงเสียงสุดท้ายที่ได้ยินก่อนที่สายโทรศัพท์จะถูกตัดเป็นเสียงเหมือนกำลังตกกระแทกอะไรบางอย่าง เขาก็พอจะเดาเหตุการณ์ออกอย่างคร่าวๆ
“ล้อเล่นแรงเกินไปรึเปล่านะ...” เรียวพูดพึมพำกับตัวเองในขณะที่กำลังนึกถึงบทสนทนาที่พึ่งพูดคุยไปพร้อมรอยยิ้ม
‘คุณไม่รู้เหรอว่าถ้าเสียงไปถึงชัดเจนขนาดนี้ หมายความว่าจุมพิตของผมก็ต้องไปถึงเหมือนกัน...กู๊ดไนท์นะครับ...จุ๊บส์’
‘หะ..หา!!!!...เหวอ........!!!!!’
โครม.......ซ่า.......ตู๊ด...ตู๊ด...ตู๊ด.....
บทสนทนาที่พึ่งผ่านพ้นไปยังทำให้เขารู้สึกแปลกๆในใจอยู่ไม่น้อย เรียวเอนตัวนอนลงบนโซฟาตัวยาว สายตาคมเข้มมองยังชื่อที่กดค้างเอาไว้บนหน้าจอมือถือราวกับต้องมนต์สะกด เพียงแค่วันนี้วันเดียวเขาก็รู้สึกผูกพันกับชื่อนี้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งๆที่คิดว่าจะพูดคุยกันมากกว่านี้ แต่อีกฝ่ายก็ดันตกใจจนทำมือถือเสียไปซะได้ ทำให้เขาไม่มีโอกาสได้พูดคุยต่อ
วันนี้หลังจากเข้าทำงานวันแรกที่บริษัทสาขาโตเกียวตามความต้องการของบิดาและมารดาแล้ว เรียวก็ได้พบกับคนที่ทำให้เขารู้สึกสนใจอย่างไม่อาจห้ามได้....อุเอดะ ทัตสึยะ
ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกที่ห้องสูบบุหรี่ของพนักงาน ท่าทางและน้ำเสียงก็ติดตาเขาจนยากจะลืมลงได้ ยิ่งความประทับใจยามได้อยู่ด้วยกันในวันนี้ทั้งวันยิ่งทำให้เขารู้สึกสนใจอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อกลับมาถึงห้องพักแล้วเรียวก็ยังไม่สามารถหยุดคิดถึงเรื่องของคนที่พึ่งพบอย่างอุเอดะได้ ความรู้สึกที่มากมายทำให้เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาหลังใหญ่ราคาแพง แต่ฉับพลันก็มีสายเรียกเข้าจากเบอร์มือถือที่ไม่รู้จักมาก่อน
‘สวัสดีค่ะ คุณนิชิกิโดะ ดิฉันเองน่ะค่ะ ยามาซากิค่ะ’
หญิงสาวซึ่งเขาจำชื่อและหน้าตาไม่ได้แต่ทำงานในแผนกเดียวกันโทรมาชวนพูดคุยเรื่องไร้สาระอยู่สักพักสร้างความรู้สึกเบื่อหน่ายให้กับเขาไม่น้อย หากแต่เมื่อหล่อนเอ่ยถึงบุคคลที่ 3 ซึ่งยังคงอยู่ในความคิดของเขาก็ทำให้เรียวตั้งใจฟังขึ้นมาทันที
‘คุณนิชิกิโดะต้องทำงานคู่กับอุเอดะคุงคงจะลำบากสินะคะ เขาเป็นคนไม่ค่อยพูด ท่าทางก็แข็งๆ เข้าใจยาก ถ้าไม่ใช่เพราะทำงานเก่งแล้วล่ะก็ในแผนกคงไม่มีใครกล้ายุ่งด้วยหรอกคะ’
ทั้งๆที่คนที่ถูกพูดถึงไม่ใช่ตัวเขา แต่ก็น่าแปลกที่เรียวรู้สึกโมโหขึ้นมา เขาตัดบทสนทนาของอีกฝ่ายให้จบลงด้วยความสุภาพก่อนจะวางสาย
วันนี้ทั้งวันที่อยู่กับอุเอดะจริงอยู่ว่าอีกฝ่ายไม่ค่อยพูด มีท่าทางแข็งๆและห่างเหิน แต่เขากลับคิดว่าท่าทางแบบนั้นเป็นการแสดงออกถึงความจริงใจและจริงจังมากกว่า
ยังไงก็ดีกว่าพวกเสแสร้งและประจบสอพลอที่เจอมาตลอดเวลาที่ผ่านมานั่นแหละ....
ทันเท่าความคิด ปลายนิ้วแกร่งก็กดต่อสายมือถือไปหาอุเอดะทันที ต้องขอบใจหัวหน้าแผนกที่บอกหมายเลขโทรศัพท์ของอีกฝ่ายให้กับเขา ทำให้เขาและอุเอดะได้พูดคุยกัน
น้ำเสียงที่ตอบกลับยามสนทนากันนั้นแค่ฟังดูก็รู้แล้วว่ากำลังฝืนตัวเอง ทำให้รู้สึกว่าน่ารักเสียเหลือเกิน ทั้งๆที่ไม่ชอบแต่ก็ไม่กล้าที่จะปฏิเสธ พอแกล้งยั่วโมโหก็เผลอด่าออกมาอย่างซื่อตรง ทำให้เขารู้สึกดีจนอยากจะแกล้งอีก
อยากจะรู้จักให้มากกว่านี้ อยากจะเห็นตัวตนที่แท้จริงทั้งหมดของอีกฝ่าย...
ชายหนุ่มยิ้มให้กับความคิดใหม่ๆของตนเอง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาให้ความสนใจกับใครคนอื่นที่พึ่งรู้จักกันขนาดนี้ ปลายนิ้วแกร่งไล่ลงบนหน้าจอมือถือที่ยังคงขึ้นชื่อของอุเอดะ ก่อนที่จะลุกจากโซฟาแล้วหยิบกุญแจรถยนต์คันหรูเดินออกจากห้องพักไป

------------------------------------------

ทันทีที่กระเป๋าเอกสารซึ่งถูกใช้งานมาเนิ่นนานจนโทรมถูกวางลงบนโต๊ะทำงานตัวประจำ ร่างของชายหนุ่มที่ไม่อยากจะพบเจอที่สุดก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าพร้อมรอยยิ้ม
อุเอดะรู้สึกปวดหนึบที่ขมับอย่างไม่รู้สาเหตุ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันอย่างยากจะห้าม เสียงเริงร่ายามทักทายที่บ่งบอกถึงความอารมณ์ดีของอีกฝ่ายทำให้เขายิ่งหงุดหงิดมากขึ้น
“เมื่อวานโทรศัพท์มือถือเป็นอะไรรึเปล่าครับ? จู่ๆสายก็หลุดไปผมลองโทรกลับไปหาอีกหลายครั้งปรากฏว่าไม่มีสัญญาณ” นิชิกิโดะ เรียวเอ่ยถามราวกับแกล้งทำเป็นไม่เห็นท่าทีไม่พอใจของเขาที่แสดงออกอย่างชัดเจน
“ทำตกจากห้องพักจนเสียไปแล้วครับ” ปลายนิ้วกดปุ่มเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ประจำตำแหน่งของตนโดยไม่สนใจที่จะหันไปมองสบตาคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย
“อ๊ะ! จริงเหรอครับ...จะว่าไปเสียงตอนก่อนจะถูกตัดสายก็น่าตกใจเหมือนกันนะครับ” ไม่มีคำตอบรับหรือปฏิเสธใดๆหลุดจากริมฝีปากอิ่ม ทำให้ว่าที่ท่านประธานบริษัทถือโอกาสพูดต่อ “เพื่อเป็นการขอโทษ....ผมก็เลยซื้อนี่มาให้...” ถุงกระดาษใบเล็กถูกวางลงบนโต๊ะทำงานทันที
ดวงหน้าใสมองถุงที่วางอยู่ใกล้กับกระเป๋าทำงานของตนพลางเอ่ยถาม “อะไรครับ?”
“มือถือน่ะ....” หลังจากเว้นวรรคเล็กน้อยมือใหญ่ก็ถือโอกาสคว้าข้อมือของเขาซึ่งกำลังหยิบเอกสารออกจากกระเป๋าไปกุมเอาไว้ “เรื่องเมื่อคืนผมรู้สึกผิดมากเลยนะ ต้องขอโทษจริงๆที่ทำให้คุณมือไม้อ่อนปวกเปียกขนาดนั้น เพราะงั้น....รับไว้เถอะนะครับ”
“ไม่ครับ!!” เสียงหวานเอ่ยปฏิเสธอย่างเฉียบขาดทันที มือที่ถูกกุมเมื่อครู่ก็ถูกสะบัดทิ้งอย่างไม่ใยดี
“ทำไมล่ะครับ!?! ผมคิดว่าตัวเองควรจะรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไปเมื่อวานในฐานะลูกผู้ชาย...ให้ผมรับผิดชอบคุณเถอะนะครับ อุเอดะคุง!!”
ว่าที่ประธานหนุ่มเอ่ยด้วยระดับเสียงที่ไม่เบานัก ทำให้บทสนทนาดังกล่าวเป็นที่สนใจของคนรอบข้างไม่น้อย เสียงซุบซิบนินทาของบรรดาพนักงานที่อยู่ในแผนกเดียวกันดังลอดเข้ามาให้หูของอุเอดะทันที คำพูดชวนเข้าใจผิดของคุณชายตรงหน้าทำให้คนในแผนกหลายคนคิดว่าเขากับอีกฝ่ายไปทำอะไรกันมาเมื่อคืน เขาไม่เพียงแต่จะโมโหจนหน้าแดงแล้ว ยังอยากจะชกหน้าที่ขึ้นชื่อว่าหล่อของอีกฝ่ายให้ยับเยินจนไม่สามารถกลับมายิ้มกระล่อนใกล้ๆตัวเขาได้อีกเลย
“นี่! คุณเลิกพูดจาให้คนอื่นเข้าใจผิดสักทีได้ไหม!?!” ด้วยความลืมตัวอุเอดะจึงเผลอตวาดอีกฝ่ายเข้าให้
“ถ้างั้นคุณก็รับเอาไว้ซักทีสิ” เรียวไม่เพียงไม่โกรธหากแต่ยังคงยิ้มให้และใช้มือข้างหนึ่งดันถุงที่วางอยู่บนโต๊ะให้เข้าไปใกล้ร่างบางมากขึ้น
อุเอดะถอนหายใจราวกับปลงๆ เมื่อวานก็รู้สึกแย่ที่มือถือเสียไปจนนอนไม่หลับมาทั้งคืนแล้ว วันนี้มาทำงานยังโดนอีกฝ่ายตามตื้อยั่วโมโหไม่เลิกแบบนี้ ทำให้ความอดทนของเขาเหมือนจะขาดพึ่งลงในไม่ช้า
แค่รับๆไว้แล้วหมอนั่นคงจะเลิกราไปเอง เอาไว้กลับถึงบ้านค่อยเอาไปทิ้งลงถังขยะก็ได้.....
หลังจากครุ่นคิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เสียงหวานจึงเอ่ยออกมาอย่างจำใจ “แค่รับๆไว้ก็พอแล้วใช่ไหมครับ”
“จะไม่แค่รับไว้เฉยๆ แต่จะ Kiss ผมเป็นการขอบคุณด้วยก็ได้นะครับ” รอยยิ้มทะเล้นของเรียวทำให้เส้นเลือดในสมองของเขาเหมือนจะเต้นดังตุบ ตุบจนปวดไปหมด
ไอ้บ้า...ไอ้บ้า...ไอ้บ้าาา!!! ...อุเอดะพยายามสะกดกลั้นอารมณ์
“ไม่ล่ะครับ ขอรับไว้เฉยๆ แล้วก็เชิญคุณกลับไปนั่งทำงานได้แล้วครับ” ร่างเพรียวพยายามสะกดอารมณ์โมโหของตัวเองก่อนจะผายมือให้อีกฝ่ายเป็นเชิงไล่ให้คุณชายจอมวุ่นวายกลับไปนั่งโต๊ะทำงานของตัวเอง
“ครับๆ เข้าใจแล้วครับ”
ชายหนุ่มยอมถอยทัพกลับไปนั่งโต๊ะทำงานซึ่งอยู่ข้างๆเขา ทำให้อุเอดะนึกโล่งใจไม่น้อย
ความสงบสุขอันเป็นชีวิตประจำวันก่อนหน้านี้กลับมาเยือนอุเอดะอีกครั้ง เขานั่งจัดการงานของตัวเองด้วยความตั้งอกตั้งใจเช่นเดิมโดยที่ไม่มีเรียวคอยดูงานหรือสอบถามอยู่ข้างๆ เพราะวันนี้อีกฝ่ายจำต้องออกไปดูระบบบัญชีของบริษัท หากคาดการแล้วคงใช้เวลาราวๆครึ่งวันกว่าที่จะกลับมานั่งวุ่นวายข้างๆเขาได้ ทำให้อุเอดะยิ้มออกมา
อย่างน้อยๆเช้านี้ก็ไม่ต้องเห็นหน้ากวนๆของหมอนั่น....
เอกสารมากมายที่ถูกนำมาตรวจสอบและบันทึกลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกจัดการอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย ใบหน้าหวานใสที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานส่วนของตนจนไม่ได้สนใจเวลาเลย
ชั่วพริบตาเวลาก็ผ่านเลยไปจนเกือบจะถึงเวลาพักเที่ยงแล้ว ร่างเพรียวถอนหายใจออกมาให้กับเอกสารที่พึ่งจัดการเสร็จไปอีกชุด ก่อนที่เขาจะได้ตรวจทานเอกสารชุดใหม่เสียงเพลงแปลกๆก็ดังขึ้น
เพลงคุ้นๆที่เหมือนจะประกอบหนังรักโรแมนติกเรื่องอะไรสักเรื่องมีต้นต่อดังมาจากถุงซึ่งได้รับมาจากเรียวนั่นเอง ทำให้ทุกคนในแผนกจ้องมองเขาเป็นสายตาเดียว
อุเอดะรีบคว้าถุงเจ้าปัญหาซึ่งกองเอาไว้มุมหนึ่งของโต๊ะออกมาแกะ ด้านในมีโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่อย่างที่อีกฝ่ายได้บอกเล่าก่อนหน้านี้ เขากดรับสายด้วยความเร่งรีบจนไม่ได้ดูชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอเลยและไม่ได้นึกแปลกใจที่โทรศัพท์ใหม่เอี่ยมเครื่องนี้จะมีใครรู้เบอร์โทรได้
‘ฮัลโหล...อุเอดะคุง ยังไม่ได้เอามือถือออกมาดูสินะครับ’ เสียงคุ้นหูที่คิดว่าช่วงเช้านี้จะไม่ได้ยินแล้วแต่กลับโทรมากวนทำให้อุเอดะเริ่มรู้สึกปวดขมับทั้งสองข้างขึ้นมาอีกครั้ง
“ผมไม่ว่างขนาดมาเล่นโทรศัพท์มือถือหรอกนะครับ” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆหากแต่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ขุ่นมัว
‘อ้อ มิน่าล่ะ....ถ้ายังไงก็ลองดูนะ เท่านี้นะครับ’ คำพูดทิ้งท้ายที่อุเอดะสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างกับน้ำเสียงเริงร่ายิ่งทำให้สังหรณ์ใจไม่ดี
หลังจากวางสายแล้วเขาก็มองดูมือถือที่อยู่ในมืออย่างพิเคราะห์ รูปร่างและสีสรรที่คัดเลือกมาให้นั้นหากให้พูดตามตรงแล้วก็เป็นแบบที่เขาชื่นชอบเลยทีเดียว ยิ่งรุ่นที่ได้รับมานี้เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดและราคาแพงกว่าของเดิมของเขายิ่งทำให้อุเอดะอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น
มือบางลองกดหน้าจอขึ้นมาดูและก็ต้องพบกับเรื่องที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ภาพสกรีนบนหน้าจอมือถือเป็นภาพของคุณชายว่าที่เจ้าของบริษัทยืนชูสองนิ้วพร้อมทั้งรอยยิ้ม และเมื่อลองกดดูหมวดสมุดโทรศัพท์ก็พบว่ามีเบอร์ถูกบันทึกเอาไว้คนเดียว...ชื่อว่า “Darling”
“ไอ่ ดาร์ลิ้ง เนี่ยมันใครฟร่ะ!” เขาเผลอสถบออกมาเบาๆให้กับตัวเอง ก่อนที่จะกดแก้ไขชื่อของเบอร์ที่บันทึกอยู่เป็น ‘ไอ้โรคจิต’ แทน
หลังจากกดเปลี่ยนพื้นหลังหน้าจอมือถือเป็นรูปอื่นเรียบร้อยแล้ว อุเอดะก็ถือโอกาสแอบสำรวจฟังก์ชั่นต่างๆของเครื่องมือถือรุ่นใหม่ด้วยความอยากรู้
“มือถือใหม่นี่น่าอุเอดะคุง” หัวหน้าแผนกที่เดินผ่านมาทางด้านหลังชะโงกมองโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือของเขาทันที
“อ่ะ...ครับ...ของเก่าเสียไปเมื่อวานนี้”
“งั้นต้องบันทึกเบอร์โทรของเธอใหม่แล้วสินะ” หัวหน้าแผนกหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมากดแลกเบอร์โทรกับเขาทันที และด้วยความหวังดียังบอกเบอร์โทรใหม่ของเขากับทุกคนในแผนกด้วยน้ำเสียงอันดัง
อุเอดะที่ตั้งหน้าตั้งตาบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ของทุกคนในแผนกด้วยความตั้งอกตั้งใจลืมเรื่องที่ว่าจะไปซื้อมือถือเครื่องใหม่แล้วนำเครื่องที่ได้นี้ไปทิ้งถังขยะเสียสนิท
กว่าเขาจะมารู้ตัวอีกทีก็หลังจากที่ได้บันทึกหมายเลขโทรศัพท์ต่างๆที่จำเป็นลงในเครื่องเรียบร้อยจนหมดแล้ว
อ๊ากกกก!! ไม่ได้คิดจะใช้เครื่องนี้เลยแท้ๆ.....
เสียงกรีดร้องภายในใจดังลั่นในขณะที่เขายังถือมือถือเจ้าปัญหาเอาไว้แน่น ทั้งๆที่ไม่คิดจะใช้แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วอุเอดะจึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ
“ชอบไหมครับ?” เสียงทุ้มดังแผ่วเบาข้างๆใบหูเล็ก ไม่ต้องหันไปมองต้นเสียงเขาก็พอจะรู้ว่าเป็นใคร...ชายหนุ่มที่มอบมือถือเครื่องใหม่นี้ให้กับเขานั่นเอง
“กลับมาแล้วเหรอครับ....เร็วจังนะครับ” อุเอดะเลี่ยงที่จะไม่ตอบคำถามของอีกฝ่าย แต่เบนความสนใจไปยังเรื่องที่เรียวกลับมาจากแผนกอื่นเร็วผิดคาดแทน
“เพราะคิดถึงคุณไงครับ” รอยยิ้มที่ส่งมาพร้อมกับคำพูดหวานๆทำให้ดวงหน้าสวยแดงซ่านขึ้นมาด้วยความเขินอาย
“ระ...เรื่องบ้าๆแบบนี้....” น้ำเสียงที่พูดออกไปนั้นตะกุกตะกักจนตัวเขาเองยังรู้สึก แต่ไม่ทันที่จะได้เอ่ยจนจบก็มีเงาร่างของใครอีกคนเดินเข้ามายืนใกล้ๆพวกเขา
“เปลี่ยนมือถือใหม่เหรอ? มิน่าล่ะเมื่อวานโทรไปหาทัตสึยะถึงไม่ติด” เจ้าของร่างที่พึ่งเดินมาเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ข้าวของที่หอบติดไม้ติดมือมาถูกวางลงบนโต๊ะที่อยู่ด้านตรงข้ามอย่างไม่ใยดีเท่าไรนัก
“ยูอิจิ...กลับมาแล้วเหรอ” อุเอดะมองผู้มาใหม่พลางเอ่ยทักทาย ด้วยความคุ้นเคยเขาจึงยิ้มบางๆให้กับอีกฝ่ายด้วย
ยูอิจิ หรือ นากามารุ ยูอิจิ เพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเขา ด้วยความที่ว่าพวกเขาเรียนสาขาวิชาเอกเดียวกันทำให้รู้จักกันก่อนที่จะเข้าทำงานบริษัทแห่งนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะทำงานในแผนกเดียวกัน แต่หากให้พูดแล้วอีกฝ่ายจำเป็นจะต้องออกไปทำงานข้างนอกมากกว่าที่จะนั่งโต๊ะแบบเขาทำให้ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไรนัก
“ก็แค่วันนี้แหละนะ เพราะยังเหลืออีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไปตรวจสอบเลย” หลังจากบ่นออกมาเรื่อยๆแล้วยูอิจิจึงมองไปยังร่างของชายอีกคนซึ่งสวมชุดสูทราคาแพงแบบที่ไม่น่าจะได้เห็นในแผนกนี้มาก่อน “ใครน่ะ?” เขาก้มลงกระซิบข้างๆอุเอดะ
ร่างบางหมุนเก้าอี้ให้ห่างออกจากโต๊ะเล็กน้อย ก่อนที่จะผายมือไปยังร่างของคุณชายซึ่งตอนนี้ใบหน้าคมสันที่ยิ้มมาโดยตลอดมีแววเงียบขรึมอย่างเห็นได้ชัด หากแต่ความน่าเกรงขามรวมถึงท่วงท่ายังคงสง่างามเช่นเดิม
“นี่คุณนิชิกิโดะ เรียวพึ่งย้ายมาจากสาขาโอซาก้าเพื่อศึกษาดูงานของแผนกเรา”
ชายหนุ่มที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา มีเพียงสายตาที่หรี่มองคู่สนทนาคนใหม่ด้วยความเยือกเย็น
อุเอดะผายมือไปยังอีกด้านเพื่อแนะนำผู้มาใหม่ “ส่วนทางนี้คือ นากามารุ ยูอิจิ เป็นหัวหน้าผู้ตรวจสอบหน่วยที่ 1 ของบริษัทครับ”
“อ๊ะ..คุณนิชิกิโดะที่เป็นลูกชายของท่านประธาน...” ยูอิจิเผลอพูดออกมาตามที่คิดเบาๆ ก่อนที่จะยื่นมือไปหาคนตรงหน้า “ยินดีที่ได้พบครับ ชื่อเสียงของคุณโด่งดังมากในบริษัทเราเลย ตั้งแต่กลับเข้ามาผมก็ได้ยินเรื่องของคุณมาตลอดทางเลยทีเดียว”
“งั้นหรือครับ แต่ผมไม่เคยได้ยินเรื่องของคุณมาก่อนเลย” เรียวตอบด้วยเสียงต่ำผิดคาด มือยื่นไปจับกับอีกฝ่ายตามมารยาทเพียงครู่ก่อนจะสบัดออก
“ไม่แปลกที่จะไม่รู้จักหรอกครับ เพราะยูอิจิไม่ค่อยทำงานในบริษัทสักเท่าไร เขามีหน้าที่ออกไปตรวจสอบบัญชีตามสาขาต่างๆในเครือบริษัทของเรา โดยเฉพาะห้างฯร้านที่มีระบบบัญชีค่อนข้างวุ่นวายและซับซ้อน” ร่างบางหันไปมองยังคุณชายที่มีสีหน้าเรียบเฉยสนิทก่อนจะอธิบายตามที่ตนคิด
“อ้อ..งั้นเหรอ” คำตอบสั้นๆที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ทำให้บรรยากาศการสนทนาเย็นชาขึ้น
อุเอดะเริ่มรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมากับบรรยากาศที่เงียบจนน่ากลัว เขาเป็นคนที่สนทนาไม่ค่อยเก่งทำให้หลายครั้งที่พูดอะไรออกไปแล้วคู่สนทนาจะเงียบเฉยสนิทแบบนี้
ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจและไม่รู้ด้วยว่าตัวเองพูดอะไรไม่ดีออกไป แต่ก็คงทำให้ว่าที่ท่านประธานโมโหซะแล้ว
“จะเที่ยงแล้วเราไปทานข้าวกันเถอะทัตสึยะ” ยูอิจิมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังแล้วเอ่ยทำลายความอึดอัด ทำให้อุเอดะรู้สึกโล่งใจแล้วพยักหน้ารับ
“เขาต้องไปทานกับผมครับ” จู่ๆมือใหญ่ของเรียวก็คว้าแขนเพรียวของเขาเอาไว้ ดวงตาสีเข้มส่งสายตามองไปยังยูอิจิแล้วจึงตวัดลงมาสบตาเขาซึ่งนั่งงงอยู่ “เราต้องไปทานอาหารด้วยกันไม่ใช่หรือครับ”
“อะ...อืม...ฉันต้องไปทานข้าวกับคุณนิชิกิโดะล่ะ” เมื่อนึกถึงคำพูดของหัวหน้าแผนกที่สั่งให้เขาดูแลอีกฝ่ายอย่างดีที่สุดแล้ว ทำให้อุเอดะไม่กล้าที่จะปล่อยให้เรียวไปกินข้าวที่โรงอาหารคนเดียว
“หัวหน้าแผนกขอร้องมาสินะ...” เสียงบ่นพึมพำของเพื่อนสนิทดังให้ได้ยินแผ่วๆ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่า แต่รู้สึกเหมือนกับว่าจะเห็นแววตาเย็นชาจากดวงตาที่แย้มยิ้มเสมอๆของยูอิจิ
“งั้นเราก็ไปด้วยกันสามคนเลยก็ได้จริงไหม?” ข้อเสนอใหม่ถูกนากามารุ ยูอิจิหยิบยื่นขึ้นมาพร้อมกับที่มือของคนพูดจับลงบนแขนของเขาอีกข้าง “ไปกันเถอะเดี๋ยวคนเยอะแล้วไม่มีที่นั่ง” ไม่ทันได้รอคำตอบยูอิจิก็ฉุดร่างของเขาให้ลุกขึ้นเดินตามไป มือของเรียวที่จับแขนของเขาอยู่เหมือนถูกกระชากให้ปล่อย และแล้วเขาก็ถูกยูอิจิลากตัวไปยังโรงอาหารโดยมีนิชิกิโดะ เรียวเดินตามมาอยู่ไม่ห่าง
------------------------------------------

โรงอาหารเวลาใกล้เที่ยงคนเยอะตามที่คาดเอาไว้ทำให้ชายหนุ่มว่าที่ประธานรู้สึกอึดอัดไม่น้อย ยิ่งบรรดาพนักงานสาวๆที่มาจากไหนก็ไม่รู้เดินเข้ามารุมล้อมก็ยิ่งทำให้อากาศรู้สึกจะเบาบางมากขึ้น
แต่สิ่งที่ทำให้เรียวรู้สึกโมโหแล้วไม่พอใจที่สุดคงจะเป็นผู้ชายหน้าใหม่ที่พึ่งจะได้รู้จักกันเมื่อครู่ แต่ดันมานั่งกั้นกลางระหว่างเขากับอุเอดะ รอยยิ้มกับเสียงหัวเราะของหมอนั่นทำให้อารมณ์หงุดหงิดที่มีกระฉูดทะลุปรอทได้เป็นอย่างดี
“ทัตสึยะจำตอนที่เราไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ที่ฟุราโนะกับทริปของมหาวิทยาลัยได้ไหม?” หัวข้อสนทนาที่ยูอิจิยกขึ้นมาพูดแต่ละเรื่องคล้ายกำลังกันเขาออกจากการร่วมวงสนทนาด้วย
“อ้อ...นั่นน่ะเหรอ” อุเอดะซึ่งนั่งอยู่อีกข้างของยูอิจิเอ่ยตอบทั้งๆที่กำลังตักข้าวเข้าปาก
“สนุกมากเลยเนอะ” ยูอิจิฉีกยิ้มร่าพร้อมกับขยับตัวให้หันหน้าไปทางอุเอดะมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็คล้ายกับกั้นร่างของเรียวออกจากวงสนทนา
“อืม...จะว่าไป ตอนนั้นเป็นช่วงย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ ดอกลาเวนเดอร์สวยมากเลย” ใบหน้าหวานทอดสายตามองไปไกล รอยยิ้มบางๆจุดขึ้นที่ริมฝีปากสวย
เรียวมองทุกกริยาของร่างเพรียวด้วยความฉุนเฉียว ตั้งแต่ตอนอยู่ที่แผนกแล้วที่เขาเริ่มรู้สึกไม่พอใจ โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินนากามารุ ยูอิจิเรียกชื่ออีกฝ่ายหรือตอนที่อุเอดะพูดเรื่องของหมอนั่นให้เขาฟัง มันทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆบางอย่างในใจ
...ทั้งโกรธ ทั้งอิจฉา...ไม่อยากให้อุเอดะพูดคุยกับเจ้าหมอนี่เลยสักนิด
“งั้น...เอาไว้ไปด้วยกันอีกนะ”
“ถ้าหาวันหยุดได้อ่ะนะ....งานเยอะชะมัด” เสียงหวานตอบพลางบ่นออกมา ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินอาหารต่อไป
ถ้าหาวันหยุดได้แล้วจะไปงั้นเหรอ....ไอ่ทุ่งลาเวนเดอร์อะไรนั่น...
ชั่ววินาทีนั้นเรียวรู้สึกขอบใจหัวหน้าแผนกขึ้นมาทันทีที่มอบงานให้กับอุเอดะเยอะจนไม่มีเวลาพัก จะได้ไม่ต้องไปไหน..จะได้อยู่ที่บริษัทนี้กับเขา
ใบหน้าคมคายจ้องมองไปยังอุเอดะที่นั่งตักอาหารเข้าปากโดยไม่สนใจอะไรอีก ในขณะที่ตัวเขาแกล้งทำเหมือนไม่สนใจบทสนทนาของทั้งสองแล้วทานอาหารต่อไปโดยระงับความโมโหที่เกิดขึ้นไว้ในใจ
------------------------------------------

มื้ออาหารที่ผ่านไปด้วยความทุลักทุเลจบลงด้วยการที่นากามารุ ยูอิจิขอตัวกลับไปทำงานต่อ อุเอดะมองร่างของเพื่อนสนิทที่เดินหายลับไปจากโรงอาหารแล้วจึงถอนหายใจออกมา คงเพราะตารางงานอันแน่นเอี้ยดของอีกฝ่าย ทำให้วันนี้ยูอิจิพูดกับเขามากกว่าทุกครั้งราวกับเป็นการชดเชยที่ไม่ได้เจอกันก่อนนี้
“กลับไปทำงานกันดีไหมครับ?” ใบหน้าหวานเหลือบมองว่าที่ท่านประธานที่นั่งอยู่ไม่ห่างนัก ท่าทางเงียบจนหน้ากลัวของอีกฝ่ายทำให้อุเอดะเลือกที่จะพูดจาสุภาพด้วย
“ครับ” คำตอบสั้นๆง่ายๆที่เรียบเฉยผิดทุกครั้งทำให้คนฟังรู้สึกถึงความผิดปกติ
หากเป็นทุกครั้งเรียวจะตอบอย่างนุ่มนวลพร้อมรอยยิ้ม ครั้งนี้ช่างแตกต่างอย่างชัดเจน ราวกับว่ากำลังโมโหอะไรอยู่ แต่ไม่ทันที่อุเอดะจะได้คิดถาม เจ้าของตำแหน่งประธานในอนาคตก็ลุกขึ้นยืนเป็นเชิงให้เขาทำตาม แล้วจึงเริ่มเดินทางกลับสู่ที่ทำงาน
ระยะทางระหว่างโรงอาหารกับแผนกที่ทำงานนั้นไม่ได้ห่างไกลกันมากนัก แต่เมื่อความเงียบปกคลุมไปตลอดทางพร้อมกับบรรยากาศไม่สู้ดีของคนที่เดินเคียงข้าง ทำให้อุเอดะพยายามเดินให้เร็วขึ้น อย่างน้อยๆถ้ากลับไปถึงแผนกก็ไม่ต้องอยู่ด้วยกัน เมื่อแยกกันทำงานเขาคงไม่ต้องมารับรู้ความรู้สึกแย่ๆแบบนี้ เมื่อยิ่งคิดช่วงขาก็ก้าวยาวมากขึ้นเรื่อยๆ
“อ่ะ....อ๊ะ!” จู่ๆมือใหญ่ก็กระชากแขนเพรียวอย่างรุนแรงจนจังหวะในการก้าวเดินติดขัดลง อุเอดะหันหน้าจ้องมองไปยังเจ้าของมือที่ยังคงจับอยู่ แต่ก็ไม่ทันได้เอ่ยต่อว่าอะไรออกมาฉับพลันเขาก็ถูกพลักเข้าห้องว่างที่อยู่ไม่ห่าง
ดูเหมือนจะเป็นห้องประชุม...เขาเหลือบมองเห็นป้ายที่ติดอยู่หน้าห้องระหว่างที่ถูกดึงเข้ามา เวลาเที่ยงเช่นนี้หากไม่มีเรื่องด่วน ห้องประชุมขนาดเล็กนี้ก็แทบจะไม่มีคนใช้งานเลย
ความมืดสลัวของห้องสร้างความงุนงงให้กับอุเอดะพักหนึ่ง ทันทีที่ตั้งหลักได้เขาก็เตรียมที่จะเดินออกจากห้อง แต่มือที่จับแขนของเขาก็ยังคงแน่นอยู่เช่นเดิมทำให้ไม่อาจจะหนีได้เลย
“ทำอะไรของคุณน่ะ” เสียงหวานเอ่ยด้วยความร้อนรนเมื่อโดนบังคับให้อยู่กันสองคนแบบนี้
เรียวไม่ได้ตอบในทันที แต่เขาค่อยๆขยับร่างเข้าชิดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อุเอดะจำต้องก้าวถอยเพื่อรักษาระยะ จนร่างบางชิดติดกำแพงไม่อาจจะถอยต่อไปได้อีก ชายหนุ่มอาศัยจังหวะนี้กดต้นแขนทั้งสองข้างของอีกฝ่ายกับผนังห้องตรึงร่างบางจนไม่อาจจะขัดขืนได้อีก
“คุณชอบหมอนั่นเหรอครับ” น้ำเสียงเข้มที่เอ่ยถามพร้อมกับใบหน้าคมที่จู่ๆก็ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าปั้นยากบอกบุญไม่รับขึ้นมากระทันหัน
‘หมอนั่น’ ที่อีกฝ่ายหมายถึงคงจะเป็น นากามารุ ยูอิจิ
...ชอบงั้นเหรอ? ชอบในที่นี้หมายถึงชอบแบบไหนกันเล่า ไอ้คุณชายโรคจิต!?
“ถามอะไรของคุณ ผมไม่ได้ชอบ...!!” ร่างบางกว่าตอบทันควัน เขาเริ่มไม่พอใจกับการกระทำของเรียวมากขึ้น เช่นเดียวกับที่ไม่เข้าใจว่านากามารุ ยูอิจิ มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยกันแน่
เรียวถอนหายใจออกมาเพียงเบาๆ ก่อนจะถือโอกาสพูดต่อ “ก็หน้าจืดๆแบบนั้นนี่นะ...”
“อะไรของคุณกันแน่!! ปล่อยได้แล้ว!!!” ร่างเพรียวพยายามดิ้นให้หลุดจากมือที่กดต้นแขนของเขาไว้ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเท่าไร เพราะคนตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะเปิดช่องว่างให้เลย ร่างของว่าที่ประธานหนุ่มขยับเข้ามาทาบทับร่างของเขาจนแทบจะบดเบียดไปกับผนัง อุเอดะเริ่มรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ
“ถ้าไม่ได้ชอบแล้วทำไมถึงไปทุ่งลาเวนเดอร์กับหมอนั่นล่ะ แล้วทำไมต้องยิ้มแบบนั้นให้กับเจ้านั้นด้วย” เสียงนุ่มกระซิบเบาลงตรงริมใบหูเล็กราวกับกำลังยั่วยุ
“ผมจะไปไหนกับใครหรือยิ้มให้ใครแล้วมันจะทำไมเหรอครับ” อุเอดะที่โมโหจนอยากจะต่อยใบหน้าหล่อๆของคนตรงหน้าสักหลายๆที กำลังพยายามสะกดอารมณ์ตัวเองให้สงบลง
ไม่เข้าใจตั้งแต่คำถามแรกแล้ว เขาจะชอบยูอิจิหรือไม่มันเกี่ยวข้องอะไรกับการที่ต้องลากเข้ามาถามแบบนี้ด้วย? แล้วการที่เขาจะไปไหนกับใครหรือยิ้มให้ใครก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชอบคนคนนั้นสักหน่อย
ต้องการจะบอกอะไรกันแน่....??
“ถ้างั้น...คุณช่วย ‘ยิ้มแบบนั้น’ แล้วก็ไปทุ่งลาเวนเดอร์กับผมบ้างสิครับ” รอยยิ้มกวนประสาทที่ไม่ได้เห็นมานานหลายชั่วโมงปรากฎตรงหน้าอีกครั้งพร้อมกับน้ำเสียงกวนๆชวนให้หงุดหงิด
“.............”
ดูเหมือนว่าคุณชายตรงหน้าจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นหลักในตอนนี้สำหรับเขาซึ่งยังคงถูกทาบทับติดกับผนังอยู่
รีบๆถอยออกไปสิเฟ้ย ไอ้ว่าที่ท่านประธานโรคจิตชอบบังคับ!!!
“ช่วยปล่อยแล้วถอยออกไปได้ไหมครับ” ริมฝีปากอิ่มเค้นรอยยิ้มพร้อมกับเอ่ยอย่างสะกดกลั้นอารมณ์
แขนที่ถูกมือใหญ่จับอยู่ถูกปลดปล่อยแล้ว หากแต่ร่างของชายตรงหน้ายังไม่ได้ถอยห่าง
“นี่ อุเอดะคุง....” ใบหน้าขยับเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง เสียงทุ้มเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงยินดีอย่างแปลกๆ “ที่จริงแล้วทุ่งลาเวนเดอร์ที่ฟุราโนะอะไรนั่นน่ะ ไม่ค่อยเข้ากับรสนิยมของผมเลย”
ก็แล้วไง....
อุเอดะกำหมัดแน่นด้วยความหงุดหงิด
“ถ้ายังไง...เอาไว้ช่วงวันหยุดโกลเด้นท์วีคเมื่อไร เราไปดูทุ่งทิวลิปที่ฮอลแลนด์ด้วยกันนะครับ”
“ไม่โว้ยยยย!!!!!” ว่าแล้วปลายเท้าก็เหยียบลงบนรองเท้าหนังขัดมันอย่างเต็มแรง
“โอ๊ย!!” เรียวที่ดูเหมือนว่าจะเจ็บอยู่ชะงัดถอยออกห่าง ทำให้อุเอดะอาศัยจังหวะนี้รีบวิ่งออกห่างแล้วเดินออกจากห้องไป
“ทุ่งทิวลิปงั้นเหรอ.....รสนิยมแกก็ไม่เข้ากับฉันเหมือนกันแหละว้อยยย!” เขาสถบออกมาหลังจากกลับถึงแผนกเรียบร้อยแล้ว
------------------------------------------

เมื่อเข็มสั้นของนาฬิกาขยับหมุนวนไปยังตัวเลขที่มากขึ้นเรื่อยๆ เสียงของคนในแผนกต่างๆก็เหมือนจะดังขึ้นตามลำดับด้วยเพราะใกล้เวลาเลิกงานแล้ว
อุเอดะซึ่งกำลังจัดการงานส่วนของตนเองลอบมองนาฬิกาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์พลางถอนหายใจออกมา
อีกไม่นานงานก็จะเลิกแล้ว...
หลังจากที่หนีจากเรียวมาได้แล้วเขาก็รีบนั่งลงทำงานทันที ซึ่งอีกฝ่ายก็ตามหลังเขากลับมาในเวลาห่างกันไม่นานนัก ท่าทางเฉยๆที่เหมือนกับว่าเรื่องในห้องนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เขาแอบรู้สึกหงุดหงิดกับความเสแสร้งของชายหนุ่มไม่น้อย แต่เมื่อคิดได้ว่าหากเรียวเป็นฝ่ายโวยวายหรือไม่พอใจขึ้นมา ตัวเขานี่แหละที่จะเดือดร้อน เพราะทั้งต่อว่าและลงมือทำร้ายร่างกายว่าที่ท่านประธานในอนาคตคงไม่พ้นโดนไล่ออกเป็นแน่ เมื่อคิดได้แบบนี้ทำให้อุเอดะคลายความโมโหลงไปได้บ้าง
ก็ถือซะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วกัน ลืมๆมันไปซะ ชีวิตเราจะได้สงบๆ....
ถึงแม้ในใจจะคิดแบบนี้อยู่ แต่เมื่อกลับมาทำงานได้สักพักความคิดของเขาก็เปลี่ยนไป
“อุเอดะคุง ตรงนี้จะต้องทำยังไงเหรอ?” เรียวซึ่งนั่งอยู่โต๊ะข้างๆหมุนเก้าอี้มาหาพร้อมๆกับยื่นเอกสารในมือมาให้ดู
อุเอดะสูดลมหายใจลึกเป็นเชิงระงับอารมณ์แล้วค่อยขยับเก้าอี้เข้าใกล้ มือแตะลงบนเม้าส์ลากเคอเซอร์ไปยังปุ่มต่างๆบนหน้าจอพลางสอน “ตรงนี้ต้องกด OK เพื่อตกลงแล้วใส่ข้อมูลลงไปที่ช่อง....”
จู่ๆมือใหญ่กว่าของอีกฝ่ายก็แตะทับลงบนข้างที่เขาใช้จับเม้าส์ ริมฝีปากที่แย้มยิ้มมาให้นั้นขยับเข้าใกล้ผิวแก้มจนแทบจะสัมผัสได้
เจ้าบ้านี่......ทำแบบนี้อีกแล้ว!!!
มือเล็กสะบัดหลุดจากเม้าส์ที่จับอยู่แล้วจึงจ้องเขม่นชายหนุ่มราวกับจะกินเลือดเนื้อ ก่อนจะเค้นเสียงพูดด้วยความโกรธ “คุณไม่เข้าใจจริงๆหรือว่าแค่เรียกผมมาเพื่อลวนลามกันแน่ครับ คุณนิชิกิโดะ”
“นั่นสินะครับ อุเอดะคุงคิดว่าแบบไหนกันล่ะ” รอยยิ้มหวานที่ชวนโมโหปรากฏต่อสายตาของเขาอีกครั้ง
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็ผมขอไปทำงานต่อนะครับ” อุเอดะดันเก้าอี้ของตัวเองกลับที่เดิม “ถ้าไม่จำเป็นกรุณาอย่าเรียกนะครับ” เขาพูดแต่ละคำอย่างชัดเจนด้วยเสียงขู่กลายๆ
ตั้งแต่กลับมาทำงานช่วงบ่ายเขาโดนเรียกด้วยวิธีแบบนี้กว่า 4 ครั้งแล้ว และใน 4 ครั้งนั้นก็โดนหลอกจับมือไป 2 ครั้ง แถมยังโดนลูบที่ต้นขาด้วย!!
ทั้งๆที่ท่าทางเหมือนจะเข้าใจการใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมต่างๆเป็นอย่างดีแท้ๆ แต่ก็แกล้งเรียกเขาให้มาสอน ถ้าปฎิเสธเดี๋ยวเพื่อนร่วมแผนกคนอื่นก็จะหาว่าเขาแล้งน้ำใจ ใจยักษ์ใจมารอีก แต่พอไม่ปฏิเสธก็ยิ่งโดนแกล้งเรียกอีกซ้ำๆอีก
เจ้าคุณชายโรคจิต!!!!
อีกไม่นานก็จะหมดเวลาทำงานแล้ว หวังว่าหลังจากนี้เขาจะไม่โดนเรียกอีก...
“นี่...อุเอดะคุง” เสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดดังขึ้นข้างๆเขาอีกครั้งราวกับโดนอ่านใจออก
อะไรอีกล่ะเฟ้ยยยย!!!!
อุเอดะหันใบหน้าที่ไม่สบอารมณ์ของตัวเองมองไปยังเป้าหมายก่อนจะพูดตอบด้วยความโมโห “ให้ช่วยอะไรอีกล่ะครับ”
“ช่วยไปทานอาหารเย็นกับผมได้ไหมครับ?” เรียวตอบด้วยน้ำเสียงเริ่งร่าน่าหมั่นไส้เช่นทุกครั้ง สร้างความหงุดหงิดโมโหให้กับอุเอดะเป็นทวีคูณ
ตกลงว่าจะหาเรื่องกันใช่ไหม!?!
“ไม่ได้ครับ! ผมจะรีบกลับบ้าน”
“ทำไมล่ะครับ? หรือว่ามีคนรออยู่ที่บ้าน?” ดวงตาคมเข้มจ้องมองสบราวกับต้องการค้นหาความจริง ทำให้อุเอดะจำต้องแกล้งเสมองไปทางอื่น
“เปล่า....แค่อยากจะรีบกลับ..” ตอบออกมาราวกับพึมพำกับตัวเอง จะบอกความจริงได้ยังไงว่าไม่อยากจะเจอหน้าชายหนุ่ม
“งั้น...ให้ผม ‘กลับ’ ไปบ้านคุณด้วย....”
“อย่ามาใช้คำว่า ‘กลับ’ กับบ้านของคนอื่นสิครับ!!” อุเอดะสวนกลับขึ้นทันควัน เขาในตอนนี้โมโหจนไม่รู้จะทำยังไงต่อไปแล้ว
“ก็..ผมไม่เห็นว่าคุณเป็นคนอื่นนี่ครับ” ใบหน้าหล่อของอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้ม ปลายนิ้วแกร่งที่จู่ๆก็แตะลงบนแก้มสร้างความรู้สึกแปลกๆขึ้นในใจ เสียงจังหวะของหัวใจที่เต้นแรงขึ้นจนผิดเพี้ยนไปจากปกติ ทำให้อุเอดะตกใจจนรีบผละตัวออกห่าง
แย่ล่ะสิ!!!
“ผะ....ผมขอตัวไปพักสักแป๊บ” ร่างบางรีบลุกจากเก้าอี้ที่ทำงานของตนด้วยความลนลานก่อนจะเดินออกจากแผนกไปยังห้องพักสูบบุหรี่ชั้นใต้ดินของบริษัทโดยไม่หันหลังมองเรียวเลย
“เฮ้อ....เกือบไปแล้ว...” อุเอดะจุดบุหรี่สูบพลางบ่นพึมพำออกมาทันทีที่มาถึงห้องพักสูบบุหรี่ โชคดีที่ว่าตอนนี้เป็นเวลาใกล้เลิกงานแล้วจึงไม่มีคนเข้ามาเลย ทำให้เขาสามารถพูดออกมาได้อย่างไม่ต้องเกรงใจ
“คิดอะไรอยู่นะ...เจ้าบ้านั่น” หลังจากสูดบุหรี่เข้าปอดไปหลายครั้ง อารมณ์หงุดหงิดหรือตื่นเต้นก็ค่อยๆบรรเทาลง
ในตอนนี้เขากลับไม่เข้าใจความคิดของเรียวเลยแม้แต่น้อย ตกลงว่าอีกฝ่ายแกล้งหยอกเขาเล่นเพื่อความสนุกเป็นการแก้แค้นใช่ไหม?
ไม่รู้ทำไมในเวลาแบบนี้จู่ๆเขาก็คิดถึงเพื่อนซี้ต่างวัยขึ้นมา ถ้าเป็นคาเมะแล้วล่ะก็บางทีอาจจะเข้าใจความรู้สึกของเขาในตอนนี้ ความรู้สึกโมโหที่โดนเรียวหยอกล้อเหมือนเป็นของเล่น ความรู้สึกคับแค้นที่ไม่สามารถทำอะไรทั้งๆที่โดนลวนลาม แล้วก็ความรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆยามที่เผลอสบตาคุณชายลามกโรคจิตแถมเป็นเกย์นั่นเข้า
มือเล็กหยิบโทรศัพย์มือถือเครื่องใหม่ที่พึ่งได้รับเป็นของขวัญขึ้นมาก่อนจะกดหมายเลขของเพื่อนสนิทอย่างคุ้นเคย
‘สวัสดีครับ’ เสียงตอบรับจากปลายสายสร้างความสบายใจให้กับเขาขึ้นมาทันใด
ใช่แล้ว...ถ้าได้ระบายเรื่องที่เกิดกับใครสักคนเขาคงจะรู้สึกดีขึ้น ถ้าได้พูดคุยเขาคงจะสบายใจมากขึ้น
“นี่ฉันเองนะ” เมื่อตัดสินใจได้แล้วเขาจึงตอบรับก่อนที่จะบ่นเรื่องที่เกิดให้กับคาเมะฟัง
------------------------------------------

อาจจะเป็นเพราะว่าเขาได้พูดคุยโทรศัพท์กับคาเมะ...เพื่อนสนิทตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อระบายความโมโหออกไปแล้ว ทำให้อุเอดะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งอารมณ์มากกว่าเดิม เขาเดินกลับเข้าแผนกอีกครั้งในเวลาที่เกือบจะเลิกงานแล้ว
หากกลับเข้าแผนกบัญชีตอนนี้ก็เป็นเวลาที่คุณชายว่าที่ประธานจะต้องออกไปดูงานแผนกอื่นพอดี ซึ่งนั่นทำให้เขาไม่ต้องเจอกับอีกฝ่ายจนกว่าจะเลิกงาน และเมื่อถึงเวลากลับบ้านได้เขาก็จะรีบออกจากบริษัทตรงกลับห้องพักของตัวเองโดยเร็ว จัดการอาบน้ำล้างตัวแล้วก็นอนฟังเพลงคลาสสิกพร้อมกับอ่านหนังสือนิยายที่พึ่งซื้อมาเมื่ออาทิตย์ก่อนจากนั้นจึงเข้านอน
เมื่อคิดถึงเรื่องพวกนี้แล้วใบหน้าสวยก็ยิ้มออกมาด้วยความยินดี เขารีบเดินกลับไปยังแผนกบัญชีทันที แต่ก็ต้องพบกับความผิดหวัง
เสียงของพนักงานในแผนกที่เอะอะกันแล้วยังเดินไปมาให้วุ่นวาย ทำให้อุเอดะรู้ได้ทันทีว่าต้องเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้น
“อ๊ะ! อุเอดะคุงกลับเข้ามาแล้ว” เอริกะซึ่งนั่งอยู่โต๊ะตรงข้ามกันรีบเรียกเขาให้เข้ามาในห้องทันที
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” เขาเดินตรงไปยังโต๊ะตัวหนึ่งซึ่งตอนนี้พนักงานเกือบทั้งหมดของแผนกได้ไปรวมตัวกันที่นั่น
“จู่ๆเซฟเวอร์หลักที่เราใช้สำรองข้อมูลเกิดรวนขึ้นมา ข้อมูลบางส่วนของวันนี้ก็เลยหายไปครับ” พนักงานคนหนึ่งรายงาน ก่อนที่จะเล่ารายละเอียดทั้งหมดให้กับอุเอดะซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรองหัวหน้าแผนก
“อืม...เข้าใจแล้วครับ” อุเอดะพยักหน้ารับหลังจากฟังสาเหตุของปัญหาทั้งหมด หากให้พูดแล้วในเวลาแบบนี้ ที่ทั้งหัวหน้าแผนกและรองหัวหน้าไม่อยู่ คนที่มีอำนาจในการสั่งการมากที่สุดก็คงจะไม่พ้นตัวเขา ทำให้พนักงานทุกคนต่างมองด้วยสายตาคาดหวัง
“ถ้างั้นให้เปลี่ยนมาใช้เซฟเวอร์สำรองที่ 2 แบบทุกครั้งนะครับ อย่าลืมตรวจสอบงานที่ Back Up อยู่ภายในด้วยว่าครบถ้วนไหม หากงานของใครที่ไม่เรียบร้อยให้จัดการให้เรียบร้อยด้วยนะครับ” เขาหันหน้ากลับมามองเอริกะที่ยื่นอยู่ไม่ห่างอีกครั้ง “ติดต่อแผนกช่างแล้วรึยังครับว่าเซฟเวอร์จะแก้ไขเสร็จเมื่อไร”
“ติดต่อแล้วล่ะ อีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเห็นจะได้”
อุเอดะพยักหน้ารับรู้จากนั้นจึงให้พนักงานทุกคนแยกย้ายกันไปจัดการงานที่ค้างเอาไว้
หนึ่งชั่วโมง....อุเอดะคิดพลางมองนาฬิกาข้อมือของตนเอง
จากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ที่เซฟเวอร์หลักเสียเขาจำได้ว่าคนของแผนกช่างเองก็เคยบอกว่าจะเสร็จภายในสองชั่วโมง แต่เอาเข้าจริงๆแล้วกลับนานกว่านั้น เพราะงั้นหนนี้ควรจะทำใจได้เลยว่าเขาคงไม่ได้กลับห้องพักง่ายๆเป็นแน่
------------------------------------------

อุเอดะ ทัตสึยะอาศัยช่วงเวลาระหว่างรอเครื่องเซฟเวอร์ซ่อมเสร็จจัดการงานที่กองพะเนินของตัวเองอย่างตั้งอกตั้งใจ กว่าจะรู้ตัวว่าเวลาผ่านไปมากแล้วก็ตอนที่ได้ยินเสียงพูดคุยจอแจของเพื่อนร่วมงานที่นั่งอยู่รอบๆ
และก็เป็นดังคาด แม้เวลาผ่านไปแล้วกว่าหนึ่งชั่วโมง เซฟเวอร์หลักที่น่าจะซ่อมเสร็จแล้วก็ยังไม่สามารถใช้งานได้ ทั้งๆที่ล่วงเลยเกินเวลาเลิกงานแล้ว ทำให้พนักงานทุกคนในแผนกเริ่มเกิดอาการกระสับกระส่ายอยากเลิกงาน อุเอดะซึ่งพึ่งละมือจากงานของตนมองภาพดังกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ
“คนที่จัดการงานของตัวเองจนเสร็จและสำรองข้อมูลลงในเซฟเวอร์ที่ 2 แล้ว กลับก่อนได้เลยนะครับ” เสียงหวานใสพูดออกมาอย่างราบเรียบไร้อารมณ์
พนักงานคนอื่นๆทันทีที่ได้ยินก็เผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับเริ่มเก็บข้าวของของตนเอง ก่อนจะก้มศีรษะน้อยๆให้กับอุเอดะเป็นเชิงร่ำลา
“อุเอดะคุง ไปทานอาหารเย็นด้วยกันนะครับ” เรียวที่กลับมายังที่นั่งประจำซึ่งอยู่ข้างๆตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้เอ่ยเรียกเขาพร้อมกับเก็บข้าวของตัวเองใส่กระเป๋าถือใบหรู ใบหน้าคมนั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มจนน่าโมโห
คงเพราะเกิดเรื่องวุ่นๆเกี่ยวกับระบบเซฟเวอร์ทำให้เขาลืมเรื่องของคุณชายโรคจิตนี่ไปซะสนิท ทั้งๆที่คิดจะรีบหนีกลับบ้านก่อน แต่กลับกลายเป็นต้องมาติดอยู่ในแผนกรอให้อีกฝ่ายกลับมาเจอพอดิบพอดี
“เชิญกลับก่อนได้เลยครับ ผมต้องรอจนกว่าแผนกช่างจะซ่อมเซฟเวอร์เสร็จก่อน” เขาตอบโดยที่ไม่หันหน้าไปมองคู่สนทนาเลยแม้แต่น้อย สายตายังคงจดจ่อกับเอกสารตรงหน้า
“แต่คนอื่นๆกลับกันหมดแล้ว เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยทำก็ได้นี่ครับ”
อุเอดะเหลียวมองรอบๆพบว่าเหลือเพียงเขากับว่าที่ท่านประธานหนุ่มเท่านั้นก็อดที่จะน้อยใจขึ้นมาไม่ได้ ถ้าจะพูดให้ถูกแล้ว เวลาแบบนี้เขาเองก็อยากจะกลับไปพักเหมือนกับคนอื่นๆเช่นกัน แต่ด้วยเพราะหน้าที่ความรับผิดชอบทำให้ไม่อาจทิ้งงานแล้วกลับไปทันทีได้ ถึงแม้งานส่วนของตัวเองในวันนี้จะจัดการเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังคงต้องอยู่รอต่อ
“ไม่ได้หรอกครับ” เขาตอบออกมาอย่างหนักแน่นคล้ายตอกย้ำกับตัวเอง “ผมต้องจัดการย้ายข้อมูลที่สำรองในเซฟเวอร์ที่ 2 กลับเข้าไปยังเซฟเวอร์หลักครับ เพราะบางทีสาขาที่ต่างประเทศอาจจะจำเป็นต้องใช้ ถ้าเข้ามาในระบบเซฟเวอร์หลักแล้วหาข้อมูลไม่พบจะกลายเป็นปัญหาได้” อุเอดะอธิบายให้อีกฝ่ายฟังด้วยน้ำเสียงไม่แสดงอารมณ์ใดๆเช่นเดิม
ในใจเขาคิดอยากจะให้อีกฝ่ายกลับไปก่อน เพราะไม่ต้องการที่จะเห็นหน้ากวนๆที่มีแต่รอยยิ้มหวานของชายหนุ่ม แค่เพียงต้องมานั่งรอช่างซ่อมเซฟเวอร์ให้เสร็จเรียบร้อยทั้งๆที่เป็นเวลาเลิกงานก็น่าเบื่อแทบตายอยู่แล้ว หากต้องเห็นหน้าของเรียวต่อไปเขาคงเครียดจนอยากจะฆ่าตัวตายแน่ๆ
“ถ้างั้นผมขออยู่รอด้วยแล้วกันนะครับ” มือที่เก็บข้าวของใส่กระเป๋าเมื่อครู่หยุดลง เปลี่ยนมาเป็นเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับใช้ทำงานพร้อมกับยิ้มหวานส่งมาให้เขา
“กลับไปก่อนก็ได้นะครับ เพราะนี่มันเลยเวลาเลิกงานแล้ว อีกอย่างงานส่วนของคุณนิชิกิโดะในวันนี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว” สายตาที่จ้องมองเอกสารผละออกหันมามองชายหนุ่มที่นั่งลงข้างๆด้วยความกังวล
ได้โปรด...กลับไปเถอะ!!!
“กลับไปผมก็ไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้ว อยู่ที่นี่ดีกว่าจะได้ทำงานกับอุเอดะคุงต่อ” เรียวยักไหล่น้อยๆก่อนจะหยิบเอกสารปึกหนึ่งขึ้นมาอ่านผ่านๆ
“ไม่ต้องช่วยก็ได้ครับ ผมทำเองได้” อุเอดะรีบส่งเสียงห้าม เขาในตอนนี้พยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างเฝือนๆ มุมปากที่ยกไม่ขึ้นทำให้รอยยิ้มที่ออกมานั้นคงจะแข็งกระด้างพิลึก เพียงแค่ดูก็รู้แล้วว่ากำลังเสแสร้งปั้นรอยยิ้มอยู่แน่ๆ
“งานพวกนี้ถ้าช่วยกันทำเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ” ชายหนุ่มยิ้มให้จากนั้นจึงลงมือทำงานอย่างไม่สนใจเสียงทัดทาน
อุเอดะที่ไม่รู้ว่าจะห้ามยังไงต่อดี ทั้งที่ไม่อยากให้ทำแต่ก็ไม่กล้าที่จะขัดและหาเหตุผลที่จะขัดไม่ได้ด้วย จึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย
ยังไงซะถ้าหากเบื่อเดี๋ยวก็คงจะเลิกราไปเอง พวกคุณชายส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว เอาแต่ใจ เบื่อง่าย และโรคจิต!!
------------------------------------------

ความมืดที่โรยตัวลงมาอย่างช้าๆปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า แสงไฟของร้านร่วงต่างๆที่อยู่ระแวกตึกเปิดสว่างไสวจนดูคล้ายกับมีงานรื่นเริงอยู่ก็ไม่ปาน หากแต่ภายในแผนกบัญชีที่ควรจะปิดไฟมืดแล้ว กลับมีร่างของอุเอดะและเรียวยังคงนั่งทำงานอยู่ เสียงกดเคาะแป้นพิมพ์และเสียงกดเม้าส์ดังเป็นจังหวะไม่ขาดสาย
“เอกสารตรงนี้เสร็จแล้ว มีตรงไหนที่จะให้ทำอีกไหมครับ” ชายหนุ่มวางเอกสารชุดสุดท้ายในกองของตัวเองลง ก่อนที่จะหมุนเก้าอี้หันไปถามคนที่นั่งอยู่ข้างๆ
“เหลือแค่กรอกตรงนี้ลงในเครื่องก็เรียบร้อยแล้วล่ะครับ” คนถูกถามตอบโดยไม่คิดที่จะหันหน้ามองคู่สนทนาด้วยเลย
“งั้นเหรอครับ...ถ้างั้นเดี๋ยวผมกลับมานะครับ” เรียวลุกจากที่นั่ง แตะมือลงเบาๆที่หัวไหล่บางจากนั้นจึงเดินออกจากห้องไป
อุเอดะแอบส่งสายตาเหลือบมองตามร่างของว่าที่ท่านประธานจนเดินออกจากห้องไปจากนั้นจึงถอนหายใจออกมา
“ในที่สุดก็ออกไปซะที....” เขาบ่นออกมาเบาๆกับตัวเอง
ตลอดเวลาที่มีชายหนุ่มนั่งทำงานอยู่ข้างๆไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกตึงเครียดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆที่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ล่วงเกินหรือลวนลามเขาอย่างตอนบ่ายแล้ว แต่ประสาทในร่างกายก็ไม่ยอมที่จะคลายลง ทำให้อุเอดะทำงานด้วยความเครียดกว่าปกติ
หลังจากที่นั่งพักเพื่อผ่อนคลายเพียงครู่ ร่างบางจึงลงมือจัดการงานที่ค้างอยู่ของตัวเอง
ไม่รู้เพราะว่าความกดดันที่มีหายไปหรืออย่างไร แต่อุเอดะสามารถจัดการงานของตนเองได้เร็วขึ้น และทั้งหมดก็เสร็จในเวลาไม่ถึงอึดใจ
“อ่า...เสร็จซะที” เขาถอนหายใจไปพลางพูดกับตัวเอง จากนั้นจึงเหลือบตามองนาฬิกาที่ติดอยู่บนพนัง พบว่าตอนนี้เป็นเวลาเกือบ 4 ทุ่มแล้ว
ดึกขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย...
ทั้งๆที่เวลาผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้แล้ว แต่แผนกช่างก็ยังไม่มีการติดต่อมาทำให้อุเอดะเริ่มรู้สึกกังวล เขาหยิบหูโทรศัพย์บนโต๊ะทำงานขึ้นกดเบอร์โทรภายในจากนั้นจึงกรอกสายสนทนากับช่างที่กำลังซ้องเครื่องเซฟเวอร์อยู่
“อีกนานไหมครับกว่าจะเสร็จ”
‘พอดีติดปัญหานิดหน่อย ขอเวลาอีกสักครึ่งชั่วโมงน่าจะเรียบร้อยครับ’
คำตอบที่ได้รับนั้นทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกจนได้ ทั้งๆที่บอกว่าจะเสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง แต่ก็ช้าจนเวลาล่วงเลยมาหลายชั่วโมงแล้ว
“ยังไงก็รบกวนเร่งมือหน่อยนะครับ” เขาข่มความโกรธแล้ววางหูโทรศัพย์อย่างหงุดหงิด ในใจนึกอยากจะบ่นด่าออกมา หากแต่เสียงฝีเท้าที่เดินตรงเข้ามาใกล้เรื่อยๆนั้นก็ทำให้เขาต้องชะงักหยุดลง
“เซฟเวอร์ยังซ่อมไม่เสร็จเหรอครับ” เรียวเดินเข้ามาประชิดร่างเพรียวจากด้านหลัง เสียงทุ้มกระซิบแผ่วๆข้างริมใบหู
“ยะ...ยังครับ...คงอีกสักพัก” ด้วยความตกใจทำให้พูดออกมาเสียงสั่น ดวงหน้างามรีบหันหน้าหลบไปอีกทางพลางยกมือแตะลงบนใบหูจุดที่ลมหายใจของอีกฝ่ายเป่ารดโดน
“ถ้าอย่างนั้น...ทานอะไรกันก่อนดีไหมครับ?” ไม่พูดเปล่าเรียวชูถุงหิ้วที่ถืออยู่ในมือทั้งสองข้างให้ดู
ป้ายชื่อร้านสะดวกซื้อที่ติดอยู่บนถุงทำให้พอจะรู้ได้ว่าชายหนุ่มออกไปที่ไหนมา และเมื่อของทั้งหมดถูกหยิบออกจากถุงหิ้วมาวางลงบนโต๊ะทำงาน อุเอดะก็พบกับข้าวกล่องสำเร็จรูปกับชากระป๋องที่วางขายทั่วไปในร้านสะดวกซื้อ
“ที่จริงผมว่าจะโทรไปสั่งร้านมาทาน แต่ก็ไม่รู้ว่าช่างจะซ้อมเครื่องอีกนานไหม ก็เลยเดินไปซื้อพวกนี้มาแทน อดทนทานหน่อยแล้วกันนะครับ” เรียวพูดพลางหยิบอาหารกล่องยื่นให้พร้อมกับชากระป๋อง
อดทนงั้นเหรอ...ฝ่ายที่จะต้องอดทนกินน่าจะเป็นทางคุณชายว่าที่ประธานหนุ่มมากกว่า เพราะท่าทางจะถูกเลี้ยงมาอย่างดี คงไม่เคยทานอาหารพวกนี้ แต่สำหรับเขาแล้วแทบทุกมื้อเย็นยังไงก็ต้องพึ่งอาหารจากร้านสะดวกซื้ออยู่แล้ว เลยไม่รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องผิดแปลกตรงไหน
“ขอบคุณครับ” อุเอดะรับอาหารที่ส่งมาให้พร้อมกับเอ่ยตามมารยาท เขาดึงเนคไทที่ผูกอยู่ให้คลายออกก่อนที่จะปลดกระดุมเม็ดบนออกเพื่อให้หายใจคล่องขึ้น
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองรึเปล่า แต่รู้สึกเหมือนกับว่าทุกอริยาบทที่เขากระทำนั้นกำลังถูกชายหนุ่มตรงหน้าจ้องมองด้วยสายตาแปลกๆที่ตีความหมายไม่ออกอยู่
“เอ่อ...ไม่ทานเหรอครับ” อุเอดะเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมองจ้องเขาตาไม่กระพริบ
“อ้อ รอทานพร้อมกันน่ะครับ” เรียวพูดตอบทั้งรอยยิ้ม ดวงตาคมยังคงมองตรงมาอย่างไม่หลบเลี่ยง
อุเอดะซึ่งโดนจ้องมองนั้นเริ่มรู้สึกแปลกๆขึ้นมา เขารีบเปิดกล่องอาหารก่อนจะลงมือทานพร้อมทั้งก้มหน้าหลบสายตาไปด้วย
ความเงียบที่กดดันทำให้ความอยากอาหารลดลงนั้นส่งผลให้อุเอดะเริ่มรู้สึกปวดมวนในกระเพาะ แต่ก็ไม่นานนักเพราะจู่ๆชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“ในที่สุดเราก็ได้ทานอาหารเย็นด้วยกันนะครับ” ใบหน้าเริงร่าและรอยยิ้มนั้นไม่รู้จะเรียกว่ากวนโทสะหรืออะไรดี แต่น้ำเสียงที่เอ่ยกลับนุ่มนวลและชวนฟัง
“นี่เพราะมันจำเป็นไม่ใช่เหรอครับ!” อุเอดะเถียงออกมาอย่างลืมตัว ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ถึงความต่างของสถานะทำให้เขารีบปิดปากก้มหน้าทานอาหารเช่นเดิม
“ถึงจะเป็นความจำเป็น แต่ผมดีใจมากเลยนะครับที่ได้ทานอาหารกับคุณ” คำพูดที่เอ่ยออกมาโดยไร้ซึ่งการเสแสร้งสร้างความเขินอายให้กับอุเอดะ
แค่ได้ทานข้าวเนี่ย มันมีอะไรน่าดีใจกันนะ...อุเอดะที่ไม่เข้าใจวงจรความคิดของชายตรงหน้าเลยแม้แต่น้อยทำได้แค่เพียงทานอาหารของตนต่อไป
“ตอนเที่ยงก็กินด้วยกันอยู่แล้วแท้ๆ” เขาเผลอบ่นสิ่งที่คิดในใจออกมา และก็ต้องตกใจรีบหุบปากเมื่อรับรู้ว่าตนเองเผลอหลุดปากพูดออกไป
“จริงอยู่ที่เราทานอาหารเที่ยงด้วยกัน แต่การได้ทานกันสองต่อสองความหมายมันต่างออกไปไม่ใช่เหรอครับ” เรียวยังคงเอ่ยทั้งรอยยิ้ม หากแต่สีหน้าเริ่มเศร้าลงเล็กน้อย “อีกอย่างการทานคนเดียวมันรู้สึกเหงาน่ะครับ”
ใบหน้าหล่อที่หมองลงเมื่อเอ่ยคำว่า ‘เหงา’ ออกมานั้นทำให้อุเอดะรู้สึกสะท้านในใจ ความเป็นจริงที่เขาลืมไปนานแล้วว่าการทานอาหารคนเดียวมันเป็นอย่างไร
ทั้งเหงา...ทั้งหว้าเหว่...
ตลอดเวลาที่ทำงานมา เขาอยู่คนเดียวเพียงลำพังในห้องพัก อาหารเย็นที่ไม่พ้นข้าวกล่องตามร้านสะดวกซื้อหรือของสำเร็จรูปทำให้ประสาทในการรับรู้รสอาหารของตนเสื่อมถอยไป จนลืมแม้กระทั้งรสชาติอาหารทำมือที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ และนั่นก็ทำให้ความรู้สึกในจิตใจของเขาชาด้านไปด้วย...ลืมแม้กระทั้งความเหงาและหว้าเหว่ของการต้องอยู่คนเดียว
“แล้วคนที่กำลังคบกันอยู่หรือพวกสาวๆล่ะครับ” น้ำเสียงที่เอ่ยสนทนานั้นเริ่มแหบลง ประโยคที่ไม่รู้ว่าเอ่ยออกไปทำไมแม้กระทั้งคนถามอย่างอุเอดะเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
“อ้อ ไม่มีหรอครับ” เรียวเว้นช่วงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อ “กับพวกนั้นน่ะน่าเบื่อจะตายไป ทุกคนที่เข้ามาส่วนใหญ่เหมือนจะประจบหวังอะไรสักอย่าง ผมไม่ค่อยชอบแบบนั้น” ฉับพลันดวงตาคมเข้มก็เงยขึ้นมาสบกับอุเอดะเข้าอย่างจัง “นอกจากเพื่อนของผมที่อเมริกาแล้วก็มีแต่อุเอดะคุงนี่แหละที่ปฏิบัติกับผมโดยที่ไม่สนใจเรื่องของฐานะ...” เรียวยิ้มออกมาอย่างเปิดเผยอีกครั้งพร้อมกับหัวเราะนิดๆ “ผมดีใจมากเลยล่ะ”
อุเอดะเงยหน้ามองชายตรงหน้าอย่างเต็มตา ใบหน้าคมสันที่หล่อเหลากับท่วงท่าสง่างามนั้น แท้จริงแล้วคงแอบแฝงไปด้วยความเหงาเปล่าเปลี่ยวอยู่เป็นแน่ ยิ่งด้วยเพราะฐานะว่าที่ท่านประธานด้วยแล้วคงมีคนมากมายที่มาทำดีด้วย แต่คนเหล่านั้นก็มุ่งหวังบางสิ่งตอบแทนด้วยเช่นกัน ราวกับต้องอยู่ในโลกที่มีแต่ความเสแสร้งมุ่งหวังผลประโยชน์และการหลอกลวง ถ้าหากเขาต้องโดนแบบนี้บ้างคงจะทนไม่ได้อย่างแน่นอน
น่าสงสาร.....
ร่างบางยังคงนั่งทานอาหารต่อไปโดยที่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา หากแต่ความรู้สึกที่มีต่อเรียวนั้นเริ่มแปรเปลี่ยนไป ทำให้เขารู้สึกไม่รังเกียจที่จะนั่งทานอาหารด้วยกันแบบนี้เท่าไร
และเพียงไม่นานก็มีอินเตอร์โฟนดังออกมาจากเครื่องโทรศัพท์บนโต๊ะ “จากแผนกช่างครับ ตอนนี้เซฟเวอร์หลักกลับมาใช้งานได้แล้วครับ”
“อ๊ะ! รับทราบครับ” อุเอดะเอ่ยตอบก่อนจะรีบวางมือจากการทานอาหารแล้วเลื่อนไปจับที่เม้าส์เพื่อตรวจดูงาน
“เป็นยังไงบ้างครับ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบาแม้ว่าสายภายในของบริษัทระหว่างแผนกช่างกับแผนกบัญชีจะถูกตัดลงไปแล้ว
“ครับ ข้อมูลส่วนใหญ่ยังอยู่ครบเหลือแค่จัดการย้ายข้อมูลที่พึ่งอัพเดทเข้าไปก็เรียบร้อยแล้วล่ะครับ” ร่างบางตอบอย่างรวดเร็วและเมื่อหันหน้าไปยังต้นเสียงก็ต้องตกใจ เพราะร่างของชายหนุ่มที่คิดว่ายังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานข้างๆนั้นกลับมายืนอยู่ติดกับร่างของตนแทน ใบหน้าหวานที่หันไปหาเกือบที่จะแนบชิดกับแก้มของอีกฝ่าย ทำให้อุเอดะรีบผงะออกห่าง
“อะ...อีกเดี๋ยวก็คงกลับได้แล้วล่ะครับ” น้ำเสียงตะกุกตะกักนั้นเรียกรอยยิ้มของเรียวอีกครั้ง ร่างเพรียวรีบถอยกลับไปนั่งที่เดิมก่อนจะเอ่ยต่อ “ทานอาหารกันต่อเถอะครับ เสร็จแล้วจะได้รีบกลับ”
เรียวพยักหน้ารับจากนั้นจึงเอ่ยอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนว่าพึ่งจะคิดขึ้นมาได้ “ถ้างั้นหลังจากเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอผมขับรถไปส่งที่พักนะครับ”
“เรื่องนั้น....คือว่า...”
------------------------------------------

ด้วยเพราะไม่รู้ว่าจะปฏิเสธยังไงดี ทำให้อุเอดะจำต้องให้ว่าที่ท่านประธานขับรถยนต์คันหรูมาส่งเขากลับที่พัก
มันเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เพราะเขาในตอนนี้ไม่มีรถแล้ว และเขายังเกลียดการนั่งรถไฟฟ้าเป็นที่สุดทั้งคนแน่นและยังโดนลวนลามอีก ทำให้ข้อเสนอที่ยื่นมานั้นไม่ได้ถูกปฏิเสธในทันที
ไม่เป็นไรหรอก แค่ขับรถไปส่งเท่านั้นเอง...
อุเอดะเฝ้าคิดแบบเดิมซ้ำไปซ้ำมา โดยไม่ได้สนใจเสียงเพลงที่เปิดในรถเลย หรือแม้กระทั้งรอยยิ้มที่เขาแสนจะเกลียดของอีกฝ่ายก็แกล้งทำเป็นไม่เห็นไปด้วย
หลังจากบอกทางจนมาถึงที่พักแล้ว อุเอดะก็เรียกให้จอดรถยนต์คันงามตรงหน้าแมนชั่นที่เขาพักอยู่
“ท่าทางน่าอยู่จังเลยนะครับ” เรียวมองตึกที่อยู่ตรงหน้าพลางส่งยิ้มที่วันนี้เห็นเป็นร้อยครั้งให้
“ก็เป็นห้องแบบ LDK ธรรมดาน่ะครับ ไม่มีอะไรพิเศษหรอก” เขาพูดเรียบๆ เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายนึกสนใจขอขึ้นไปชมห้องพัก
“งั้นเหรอครับ” ชายหนุ่มไม่ได้เอ่ยอะไรมากกว่านั้น แต่เปิดประตูก้าวเดินลงจากรถ เดินอ้อมมายังด้านข้างคนขับที่เขานั่งอยู่ เมื่อเห็นดังนั้นอุเอดะจึงรีบเปิดประตูรถเดินลงมาตาม
“ขอบคุณที่มาส่ง ไว้พรุ่งนี้พบกันนะครับ” เขาถือกระเป๋าพร้อมกับโค้งให้อีกฝ่ายน้อยๆเป็นเชิงขอบคุณ จากนั้นจึงหันหลังให้เตรียมเดินเข้าไปในตึก หากแต่จู่ๆมือใหญ่ก็คว้าดึงข้อมือของเขาเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนครับ!” เรียวดึงข้อมือที่กุมเอาไว้ขึ้นและเปลี่ยนมาเป็นจับมือโดยที่รวบปลายนิ้วทั้งหมดไว้แทน จากนั้นจึงช้อนขึ้นจรดริมฝีปากของตนเองจุมพิตลงบนหลังมือนุ่มเนียน “ผมมีบางอย่างอยากจะบอกคุณ”
ร่างทั้งร่างของอุเอดะแข็งทื่อกับประสบการณ์ที่พึ่งเคยได้รับและเขาก็ต้องตกใจไปมากกว่านี้เมื่อชายตรงหน้าขยับเข้ามาใกล้พร้อมกับคำพูดที่ว่า “ดูเหมือนผมจะชอบคุณเข้าซะแล้วล่ะ”
“หะ..หา!!?!!”
------------------------------------------

To be Continue...

DAIKIRAIComment(4)Trackback(0) | Top ▲

ความคิดเห็น:

ว้าววววววววววว

เรียวจังโรแมนติกอ่ะ

ตามจีบทัตจังได้น่ารัก น่าหยิกมาก ๆ เลยอ่ะ

อุ้ยยยยย หวานมาก ๆ เลยอ่ะ

แม้ทัตจังจะไม่ค่อยพอใจ แต่หลัง ๆ ก็เริ่มหวั่นไหวใช่ไหม

สนุกจังเลยค่ะ

ชอบตอนที่เรียวหึงทัตจังกับยูอิจิน่ะ

เหมือนเด็กเอาแต่ใจเลยนะ

ขอบคุณสำหรับฟิคสนุก ๆ ค่ะ แล้วจะมารออ่านตอนต่อไปนะคะ


No:19 2009/05/12 15:19 | AiYuki #-URL編集 ]

เรียวรุกแบบนิ่มๆ เลย แถมมีแอบงอนด้วย 555555+

ชอบทั้ง 2 คู่เลย อ๊ากกกกกกกก


No:31 2009/05/13 03:07 | fat_penquin #-URL[ 編集 ]

กรี้ด! ในที่สุดก็ได้อ่านต่อแล้ววววว ^0^ คุณชายขี้แกล้งกะเจ้าหญิง(?)short temper แถมดูเหมือนจะมีคู่แข่งเข้ามาเพิ่มอีกต่างหาก พ่อคุณชายเลยหึงซะ อิอิ
อยากรู้จังว่าเรียวจะหาเรื่อง(หลอก)พาทัตจังไปเที่ยวทุ่งลาเวนเดอร์ได้หรือป่ว ^^
ร๊อรอๆๆๆตอนต่ออยู่นะคะ


No:48 2009/05/18 00:16 | lunabi #-URL[ 編集 ]

ความคิดเห็นนี้รอการอนุญาต

ความคิดเห็นนี้รอคำอนุญาตจากผู้เขียนเว็บนี้


No:111 2009/11/04 13:08 | #[ 編集 ]

Top ▲

ลงความคิดเห็น



เจ้าของบล๊อกนี้เท่านั้นที่อ่านได้

 | Blog Top |